บทความ | สาระประกันภัย

มีสวัสดิการแล้ว ต้องทำประกันสุขภาพอีกไหม?

มีสวัสดิการแล้ว ต้องทำประกันสุขภาพอีกไหม?
26/04/2022  สาระประกันภัย

มีสวัสดิการแล้ว ต้องทำประกันสุขภาพอีกไหม?

ชีวิตมนุษย์เงินเดือนที่บริษัททำประกันสังคมให้ตามกฎหมายแล้ว หรืออาจพ่วงประกันกลุ่มพนักงานแบบประกันสุขภาพมาให้เป็นส่วนหนึ่งในสวัสดิการด้วย ทำให้มักจะคิดว่ามันเพียงพอแล้ว ไม่ต้องทำประกันสุขภาพเพิ่มเติมอีกก็ได้ 

ซึ่งความคิดนี้ก็ไม่ได้ผิดสักทีเดียว เพราะหากพิจารณาเงื่อนไขของทั้งประกันสังคม และประกันสุขภาพแบบกลุ่มแล้ว จะเห็นว่าวงเงินที่คุ้มครองกรณีประสบอุบัติเหตุเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ และเสียชีวิต ไม่ได้สูงมาก รวมถึงมีเงื่อนไขที่ค่อนข้างยุ่งยาก และบางครั้งอาจไม่ครอบคลุมหลายโรคร้าย เช่น 

  • ประกันสังคม: เมื่อจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่นอกเหนือสิทธิ์แบบผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยหรือญาติจะต้องแจ้งให้โรงพยาบาลตามสิทธิ์ทราบทันที และสำรองจ่ายค่ารักษาไปก่อน แล้วค่อยเบิกคืนจากประกันสังคมภายหลัง โดยเบิกได้ตามยอดใช้จ่ายจริง แต่ต้องไม่เกิน 1,000 บาท ยกเว้นต้องให้เลือด ฉีดสารต้านพิษจากเชื้อบาดทะยัก อัลตร้าซาวน์ การขูดมดลูก ค่าฟื้นคืนชีพ และกรณีที่ต้องสังเกตอาการในห้องอย่างน้อย 3 ชั่วโมงขึ้นไป 
  • ประกันสังคม: เมื่อจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่นอกเหนือสิทธิ์แบบผู้ป่วยใน ผู้ป่วยหรือญาติจะต้องแจ้งให้โรงพยาบาลในสิทธิ์ทราบทันที และสำรองจ่ายค่ารักษาไปก่อน แล้วค่อยเบิกคืนภายหลัง โดยเบิกค่ารักษาพยาบาลทั่วไปได้ไม่เกินวันละ 2,000 บาท และหากต้องผ่าตัดใหญ่ จะเบิกได้ไม่เกินครั้งละ 8,000-16,000 บาท 
  • ประกันสุขภาพกลุ่ม: บางแผนระบุว่าไม่คุ้มครองโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมอง ฯลฯ บางแผนจะคุ้มครองโรคร้ายแรงก็ต่อเมื่อซื้อแพ็คเกจเพิ่มเติม เป็นต้น
  • ประกันสุขภาพกลุ่ม: ส่วนใหญ่คุ้มครองค่าผ่าตัดสูงกว่าประกันสังคม คือตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสน (จ่ายตามจริง) และมีโอกาสเลือกโรงพยาบาลได้มากกว่า แต่เมื่อไหร่ที่จะใช้สิทธิ์จะต้องติดต่อฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ก่อนเสมอ เพื่อทำเอกสารส่งตัว           

อย่างไรก็ตาม เมื่อมนุษย์เงินเดือนที่รายได้เดือนชนเดือนหรือไม่ได้มีเงินเก็บมากนัก เกิดสุขภาพทรุดขึ้นมา แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายจากสวัสดิการบริษัทเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะการเจ็บป่วยหนึ่งครั้ง จะตามมาด้วยค่าใช้จ่ายแฝงมากมาย ตั้งแต่ค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล ค่าดูแลช่วงพักฟื้น ตลอดจนค่าเสียโอกาสในการหาเงินสำหรับบางตำแหน่งงานที่ต้องทำยอด 

ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามการทำประกันสุขภาพส่วนบุคคลเพิ่มเติมอีก เพราะจะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยดี ๆ ที่ช่วยลดความกังวลใจยามเจ็บป่วยได้ไม่น้อยเลยทีเดียว 

ประกันหลายกรมธรรม์ ก็เบิกได้ครอบคลุมมากกว่า 

เรื่องที่หลายคนอาจไม่รู้คือ หากวงเงินจากกรมธรรม์เดียวไม่พอ คนมีกรมธรรม์หลายฉบับสามารถเบิกจากทุกฉบับเพื่อให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายตามจริงได้ แค่เพียงเก็บใบเสร็จตัวจริงไว้ใช้ในทุกครั้งที่เบิก การมีกรมธรรม์มากจึงยิ่งดี เพราะไม่ต้องกังวลว่าจะต้องจ่ายส่วนต่างที่เกินวงเงินประกัน

หรือหากเกิดกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ หรือค่าชดเชยรายวัน ผู้เอาประกันสามารถเรียกร้องได้จากทุกบริษัทที่ได้ทำประกันไว้ได้ โดยไม่ต้องใช้เงื่อนไขเดียวกับค่ารักษาพยาบาล

ประกันสุขภาพคือ ความคุ้มค่า

วงเงินประกันสุขภาพส่วนบุคคลที่คุ้มครองกรณีประสบอุบัติ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ และเสียชีวิตนั้น เกินเบี้ยประกันไปหลายเท่าตัว และส่วนใหญ่วงเงินจะสูงกว่าสวัสดิการบริษัท เงื่อนไขการใช้งานก็สะดวกกว่า เพียงติดต่อผ่านตัวแทนหรือบริษัทโดยตรง ไม่ต้องผ่าน HR หรือประกันสังคมก่อน และไม่ต้องสำรองจ่าย จะมองมุมไหนก็คุ้มค่า

ประกันสุขภาพ ลดหย่อนภาษีได้

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ต้องยื่นภาษีเป็นประจำทุกปี รู้หรือไม่ว่าประกันสุขภาพสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ด้วย หมดปัญหาการจ่ายเงินทิ้งเปล่าเมื่อไม่ได้เบิกตามความคิดของใครหลายคน ดังนี้

  • สมัครประกันสุขภาพกับบริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย 
  • จะต้องเป็นประกันที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลอันเกิดจากการเจ็บปวดและการบาดเจ็บ การชดเชยการทุพพลภาพและการสูญเสียอวัยวะเนื่องจากการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ หรือประกันอุบัติเหตุ เฉพาะที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะและการแตกหักของกระดูก หรือประกันภัยโรคร้ายแรง หรือประกันภัยการดูแลระยะยาว หรือค่าธรรมเนียมการคุ้มครองสุขภาพจากประกันสุขภาพที่ซื้อพ่วงกับประกันชีวิต 
  • เมื่อรวมเบี้ยประกันสุขภาพเข้ากับเบี้ยประกันชีวิตทั่วไป และเงินฝากแบบมีประกันชีวิต ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
  • เบี้ยประกันสุขภาพที่ทำให้ตัวเอง สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีตามที่จ่ายจริงได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี 
  • สามารถนำค่าใช้จ่ายที่จ่ายเบี้ยประกันสุขภาพให้พ่อแม่มาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาทต่อปี โดยต้องเป็นลูกแท้ ๆ เท่านั้น หรือถ้าคู่สมรสตามกฎหมายไม่มีรายได้ เบี้ยประกันสุขภาพของพ่อแม่คู่สมรสก็นำไปใช้ลดหย่อนได้สูงสุด 15,000 บาทต่อปีเช่นกัน
  • ถ้าแบ่งจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่กับพี่น้องตัวเอง จะสามารถลดหย่อนได้สูงสุดตามจำนวนยอดเงินหารเฉลี่ยด้วยจำนวนพี่น้องที่ร่วมจ่าย เช่น ยอดจ่ายรวม 30,000 บาท หารกับพี่น้อง 3 คน จะลดหย่อนได้ต่อคนสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท เป็นต้น

ทั้งหมดนี้คือข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าประกันสุขภาพนั้นสำคัญกว่าที่คิด จากที่เคยคิดว่าสวัสดิการสุขภาพเพียงพอแล้ว มาเป็นเริ่มต้นทำประกันสุขภาพส่วนบุคคลตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อความคุ้มครองสุขภาพที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ