รถ EV ราคาตกจริงไหม กระทบทุนประกันและเบี้ยประกันอย่างไร?
ในปัจจุบัน รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หลายรุ่นในประเทศไทยมีมูลค่าขายต่อปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีสาเหตุมาจากการแข่งขันด้านราคารถใหม่ การแข่งขันที่สูงขึ้นของแบรนด์รถ EV และการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่โตอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากราคาขายต่อที่ลดลงไม่ได้ส่งผลให้ เบี้ยประกันภัยปรับลดลงเสมอไป เนื่องจากบริษัทประกันภัย ยังมีปัจจัยสำคัญอื่น ๆ ที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบ ได้แก่ ทุนประกันภัย, ค่าอะไหล่, ค่าแรงศูนย์ซ่อม, ความคุ้มครองแบตเตอรี่แรงดันสูง และเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละบริษัทประกันภัย
ข้อมูลน่ารู้: จากรายงานของ Krungsri Research ระบุว่ามูลค่าขายต่อของรถ EV มือสองในไทยลดลงเร็วกว่าค่าเฉลี่่ยโลก เพราะตลาดยังอยู่ในช่วงเปลี่่ยนผ่าน มีการแข่งขันราคารถใหม่ และเทคโนโลยีแบตเตอรี่่พัฒนาเร็ว
ทำไมรถ EV ถึงราคาตกเร็วกว่าที่หลายคนคาด?

1. รถใหม่ลดราคาแรง ส่งผลต่อรถมือสอง
เมื่อราคารถ EV มือหนึ่งปรับลดลง รถมือสองรุ่นเดียวกันหรือรุ่นใกล้เคียงจะถูกนำมาเปรียบเทียบทันที เช่น ถ้ารถใหม่ลดจาก 1 ล้านบาทเหลือ 7 แสนบาท รถมือสองที่เคยตั้งขาย 7–8 แสนบาทก็ต้องปรับลงตามตลาด
(ข้อมูลเปรียบเทียบราคาประกาศขายรถ EV มือสองจาก One2car พบว่าหลายรุ่นมีราคาเฉลี่ยปรับลดลง เช่น BYD Atto 3, BYD Dolphin, NETA V, Tesla Model 3 และ ORA Good Cat ซึ่งเป็นการประเมินจากราคาเฉลี่ยบนแพลตฟอร์ม)
2. เทคโนโลยี EV พัฒนาอย่างรวดเร็ว
รถ EV รุ่นใหม่มักได้รับการพัฒนาระยะทางต่อชาร์จมากขึ้น แบตเตอรี่ดีขึ้น ซอฟต์แวร์ใหม่ขึ้น และราคาต่อสเปกคุ้มขึ้น ทำให้รถรุ่นเก่าถูกปรับมูลค่าเร็วกว่าในบางช่วงตลาด
ข้อมูลน่ารู้: จากรายงานของ Krungsri Research ระบุว่าการพัฒนาเทคโนโลยีและการแข่งขันด้านราคาของรถ EV ใหม่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กดมูลค่ารถ EV มือสอง
3. ตลาด EV มือสองในไทยยังใหม่
ตลาดรถ EV มือสองในประเทศไทยยังเล็กมีขนาดจำกัดเมื่อเทียบกับรถสันดาป ผู้ซื้อบางกลุ่มยังกังวลเรื่องแบตเตอรี่ ศูนย์บริการ อะไหล่ และการรับประกัน ส่งผลราคาขายต่อผันผวนกว่ารถที่มีตลาดรองรับอย่างชัดเจน
ข้อมูลน่ารู้: จากรายงานของ Krungsri Research คาดว่ารถ EV มือสองในไทยจะทยอยเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2025–2027 โดยรถจำนวนมากจะเป็นรถอายุประมาณ 4–5 ปีจากช่วงมาตรการ EV 3.0
รถ EV ราคาตก กระทบประกันอย่างไร?
1. ส่งผลกระทบต่อ "ทุนประกันภัย" โดยตรง
ทุนประกันภัย (Sum Insured) คือวงเงินสูงสุดที่บริษัทประกันภัยจะชดใช้กรณีรถเสียหายตามเงื่อนไขกรมธรรม์ เมื่อราคาตลาดของรถลดลง ทุนประกันในปีต่ออายุถัดไปก็มักลดลงตาม
ข้อควรระวัง: ผู้เอาประกันภัยไม่ควรกำหนดทุนประกันภัยโดยยึดจาก "ราคาที่เคยซื้อมา" แต่ควรพิจารณาจาก ราคากลาง ณ ปัจจุบัน ของรถรุ่นและปีนั้น ๆ ร่วมกับเงื่อนไขของบริษัทประกันภัย
2. เบี้ยประกันภัยอาจไม่ได้ลดลงตามมูลค่ารถเสมอไป
หลายคนเข้าใจว่า เมื่อมูลค่าลดลง เบี้ยประกันจะลดลงตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วเบี้ยประกันไม่ได้คิดจากมูลค่ารถอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่น เช่น
ค่าอะไหล่และค่าซ่อม EV
ต้นเหตุและความเสี่ยงของแบตเตอรี่แรงดันสูง
ความพร้อมและค่าแรงของศูนย์ซ่อมที่รองรับ EV
ประวัติการเคลม
อายุรถและรุ่นรถ และ ลักษณะการใช้รถ
ข้อมูลของผู้ขับขี่่ที่ระบุชื่่อ
ขอบเขตความคุ้มครองแบตเตอรี่เสริม เช่น Home Charger หรือ Battery Replacement
คำสั่งนายทะเบียนของ คปภ. สำหรับกรมธรรม์รถยนต์ไฟฟ้า BEV มีผลใช้กับการทำสัญญาประกันภัยตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2568 และกำหนดให้บริษัทใช้แบบ ข้อความ และพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าตามแนบท้ายคำสั่ง
3. อาจเพิ่มโอกาสที่รถจะเข้าข่ายเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss)
.png)
ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ รถยนต์จะถือว่าเสียหายสิ้นเชิงเมื่อได้รับความเสียหายจนไม่อาจซ่อมให้อยู่ในสภาพเดิมได้ หรือเสียหายไม่น้อยกว่า 70% ของมูลค่ารถขณะเกิดเหตุตามเงื่อนไขที่กำหนดในกรมธรรม์ จะถือเป็นรถยนต์เสียหายสิ้นเชิง และบริษัทจะจ่ายค่าสินไหมตามจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์
เมื่อราคาตลาดของรถ EV ลดลง "มูลค่ารถขณะเกิดเหตุ" จะลดลงตาม ทำให้โอกาสที่ค่าซ่อมจะสูงเกิน 70% ของมูลค่ารถเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม
4. การชดใช้ค่าเสียหายของแบตเตอรี่ตามอายุการใช้งาน
แบตเตอรี่ถือเป็นชิ้นส่วนที่มีมูลค่าสูงสุดในรถ EV ตามหลักเกณฑ์และพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยของ คปภ. กรณีที่ต้อง เปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ยกชุด จากอุบัติเหตุ อัตราการชดใช้ค่าสินไหมจะคิดคำนวณตามอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ดังนี้:
- อายุไม่เกิน 1 ปี: ชดใช้ 100%
- อายุเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี: ชดใช้ 90%
- อายุเกิน 2 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี: ชดใช้ 80%
- อายุเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 4 ปี: ชดใช้ 70%
- อายุเกิน 4 ปี แต่ไม่เกิน 5 ปี: ชดใช้ 60%
- อายุเกิน 5 ปีขึ้นไป: ชดใช้ 50%
ตารางเปรียบเทียบ รถ EV ราคาตก กระทบอะไรบ้าง?
.png)
เรื่องที่กระทบ | ผลที่่อาจเกิดขึ้น | สิ่งที่ควรทำ |
ราคาขายต่อ | มูลค่ารถอาจลดลงรวดเร็วกว่ารถยนต์น้ำมัน | ตรวจสอบราคาตลาดก่อนตัดสินใจซื้อ-ขาย |
ทุนประกัน | ทุนประกันภัยในปีต่ออายุปรับลดลง | เปรียบเทียบทุนประกันภัยจากหลายบริษัท |
เบี้ยประกัน | เบี้ยประกันอาจลดลงไม่มาก เนื่องจากค่าซ่อมยังสูง | พิจารณาความคุ้มครองรวม ไม่ดูเฉพาะเบี้ยประกันที่ถูกที่สุด |
เคลมหนัก | รถอาจเข้าเงื่อนไขเสียหายสิ้นเชิงง่ายขึ้น | กำหนดทุนประกันภัยให้สอดคล้องกับมูลค่ารถ |
แบตเตอรี่ | ค่าสินไหมอาจลดลงตามอายุแบตและเงื่อนไขกรมธรรม์ | ตรวจสอบเงื่อนไขการชดใช้ค่าสินไหมแบตเตอรี่ก่อนทำประกัน |
รถผ่อน | ค่าสินไหมอาจไม่พอต่อการปิดยอดสินเชื่อ | ตรวจสอบยอดหนี้คงเหลือเทียบกับทุนประกันภัยเสมอ |
สิ่งที่เจ้าของรถ EV ควรเช็คก่อนต่อประกันภัย
Checklist ก่อนต่อประกัน EV
เช็คราคาตลาดรถรุ่นเดียวกัน ปีเดียวกัน ไมล์ใกล้เคียงกัน
เปรียบเทียบทุนประกันจากหลายบริษัท ไม่ดูแค่เบี้ยถูกสุด
เช็คว่าคุ้มครองแบตเตอรี่กรณีใดบ้าง
เช็คตารางชดใช้แบตเตอรี่ตามอายุการใช้งาน
เช็คเงื่อนไขการซ่อมศูนย์หรือซ่อมอู่ในเครือ
เช็คว่ามีศูนย์ซ่อม EV ใกล้พื้นที่ใช้งานหรือไม่
เช็ค Home Charger และสายชาร์จว่าคุ้มครองหรือไม่
เช็คบริการสำหรับรถยก EV 24 ชั่วโมง
ตรวจสอบค่าเสียหายส่วนแรกค่า Excess / Deductible
หากรถยังผ่อนอยู่ ควรเปรียบเทียบทุนประกันกับยอดหนี้คงเหลือ
ตัวอย่างสถานการณ์จริง
ตัวอย่างที่ 1: ซื้อรถ EV ราคา 1,000,000 บาท ผ่านไป 1 ปี ราคาตลาดลดเหลือ 700,000 บาท
ผู้เอาประกันภัยอาจคาดหวังทุนประกันภัยใกล้เคียง 1,000,000 บาท แต่บริษัทประกันภัยจะพิจารณาจากมูลค่ารถ ณ ปัจจุบันเป็นหลัก ทำให้ทุนประกันภัยต่ออายุอาจลดลงเหลือประมาณ 70–80% ของราคาตลาดปัจจุบัน (ประมาณ 560,000 – 600,000 บาท)
- คำแนะนำ: ควรเปรียบเทียบข้อเสนออย่างน้อย 3 บริษัท เพื่อดูว่าบริษัทใดให้ทุนประกันภัยและเงื่อนไขความคุ้มครองที่คุ้มค่าที่สุด
ตัวอย่างที่ 2: รถ EV อายุ 3 ปี เกิดอุบัติเหตุหนักจนต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ยกชุด
.png)
หากเข้าเงื่อนไขต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ยกชุด ตามประกาศ คปภ. อัตราการชดใช้สำหรับรถอายุเกิน 2 ปีแต่ไม่เกิน 3 ปี จะอยู่ที่ 80% ของมูลค่าแบตเตอรี่ ส่วนอีก 20% ผู้เอาประกันภัยต้องเป็นผู้รับผิดชอบร่วม (Co-payment)
คำแนะนำ: สอบถามเงื่อนไขการเคลมแบตเตอรี่และสัดส่วนการรับผิดชอบให้ชัดเจนก่อนตกลงทำสัญญา
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับประกันภัยรถ EV
เข้าใจผิดที่ 1: รถ EV ราคาตก เบี้ยประกันภัยต้องปรับลดลงทันที
ไม่จำเป็น เพราะเบี้ยประกันคำนวณจากค่าซ่อม อะไหล่ ความเสี่ยงแบตเตอรี่ ประวัติเคลม และเงื่อนไขของบริษัทประกัน
เข้าใจผิดที่ 2: ทุนประกันควรเท่ากับราคาที่ซื้อรถมา
ไม่เสมอไป เพราะทุนประกันมักพิจารณาจากมูลค่าเสื่อมราคาของรถในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้เกินมูลค่าจริงของสินทรัพย์
เข้าใจผิดที่ 3: ประกัน EV ทุกแผนให้ความคุ้มครองแบตเตอรี่ 100% เท่ากัน
ความจริง คือเงื่อนไขการชดใช้แบตเตอรี่ขึ้นอยู่กับอายุการใช้งานของรถตามเกณฑ์ คปภ. หรือสัญญาแนบท้ายของแต่ละบริษัท
เข้าใจผิดที่ 4: ซื้อ EV มือสองราคาถูกแล้วไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มเติม
ไม่เสมอไป ต้องพิจารณาเรื่องสุขภาพแบตเตอรี่ (SOH), สิทธิ์การรับประกันที่เหลือจากผู้ผลิต (Warranty), ประวัติการเกิดอุบัติเหตุ และเบี้ยประกันภัยปีถัดไปด้วย
FAQ คำถามที่พบบ่อย
รถ EV ราคาตกจริงไหม?
ปรับลดลงจริงในหลายรุ่น โดยเฉพาะรุ่นที่มีการแข่งขันด้านราคาสูง อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับแบรนด์ ระยะทางการใช้งาน สภาพรถ และความต้องการของตลาดมือสองด้วย
รถ EV ราคาตกแล้วประกันจะถูกลงไหม?
เบี้ยประกันภัยอาจปรับลดลงเพียงเล็กน้อยตามทุนประกันภัยที่ลดลง แต่จะไม่ลดลงมากนัก เนื่องจากต้นทุนการซ่อมแซมและค่าอะไหล่ของ EV ยังอยู่ในระดับสูง
หากรถเกิดอุบัติเหตุจนไฟไหม้หรือสูญหาย จะได้รับเงินชดเชยเท่าไร?
บริษัทประกันภัยจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนเต็มตาม จำนวนเงินเอาประกันภัย (ทุนประกันภัย) ที่ระบุไว้ในหน้าตารางกรมธรรม์ ณ ปีนั้น ๆ
ถ้ารถ EV ยังผ่อนอยู่ ควรเลือกทุนประกันอย่างไร?
ควรเลือกทุนประกันภัยที่ไม่ต่ำกว่า ยอดหนี้ไฟแนนซ์คงเหลือ เพื่อป้องกันความเสี่ยงกรณีรถเสียหายสิ้นเชิงแล้วเงินชดเชยไม่เพียงพอต่อการปิดบัญชี
แบตเตอรี่ EV คุ้มครอง 100% ทุกกรณีไหม?
ไม่ใช่ทุกกรณี และไม่ใช่ทุกอายุรถ โดยกรณีเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ทั้งชุดจะมีตารางชดใช้ตามอายุแบตเตอรี่ เช่น 100%, 90%, 80%, 70%, 60% และ 50% ตามช่วงอายุแบตเตอรี่
ซื้อ EV มือสองดีไหม ถ้าราคาตกมาก?
ดีได้ถ้าราคาคุ้ม แต่ต้องเช็คแบตเตอรี่ Warranty, SOH, ประวัติซ่อม, ประวัติเคลม, ศูนย์บริการ และค่าเบี้ยประกันก่อนตัดสินใจ
แม้ว่าราคาขายต่อของรถ EV จะมีการปรับตัวลดลงตามกลไกตลาด แต่ปัจจัยในการพิจารณาประกันภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาตัวรถเพียงอย่างเดียว
สำหรับเจ้าของรถ EV การต่อประกันภัยในแต่ละปีควรให้ความสำคัญกับ การประเมินทุนประกันภัยให้เหมาะสม, การตรวจสอบเงื่อนไขความคุ้มครองแบตเตอรี่, และการเปรียบเทียบความคุ้มค่าจากหลายบริษัท เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองที่ครอบคลุมและตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุด