บทความ | สาระประกันภัย

เอ๊ะ! ชนต่อกัน 5 คัน ใครผิด?

เอ๊ะ! ชนต่อกัน 5 คัน ใครผิด? 12/07/2019  สาระประกันภัย

เอ๊ะ! ชนต่อกัน 5 คัน ใครผิด?



เมื่อเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้ง เราอาจจะมีคู่กรณีหรือไม่มีก็ได้ แต่ถ้ามีคู่กรณีแล้วไม่ได้มีแค่คนเดียวละทีนี้จะทำยังไง วันนี้ Smile Insure จะไขข้อข้องใจเมื่อเกิดเหตุรถชนท้ายหลายคันติดกัน คันสุดท้ายจะต้องรับผิดชอบจริงไหม เราไปหาคำตอบพร้อมกันเลยค่ะ

หากอ้างถึง พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา ๔๐ ที่ระบุไว้ว่า ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างรถคันหน้าพอสมควรในระยะที่จะหยุดรถได้โดยปลอดภัยในเมื่อจำเป็นต้องหยุดรถ ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถขึ้นสะพานหรือทางลาดชันต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้รถถอยหลังไปโดนรถคันอื่น 

ดังนั้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น จึงต้องมีการสอบสวนและพิจารณากันก่อนว่าใครเป็นฝ่ายผิด ไม่ว่าจะเป็นพยานในเหตุการณ์ หรือกล้องวงจรปิด หรือแนวการชนเป็นอย่างไร ?


เอ๊ะ! ชนต่อกัน 5 คัน ใครผิด?

ถ้าเราเป็นคันที่ 1 

เราจะมีความผิดก็ต่อเมื่อ หยุดรถกะทันหัน เพราะเผลอหลับ ทะเลาะกับแฟน หรือก้มเก็บของจนทำให้รถคันที่ 2,3,4,5 ขับมาชนซ้อนกัน เราต้องรับผิดชอบค่าเสียหายรถคันที่ 2,3,4,5 แต่ถ้าเราหยุดรถกะทันหัน เพราะมีรถขับตัดหน้า คันที่ต้องรับผิดชอบคือรถที่ขับตัดหน้าเรา เพราะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้


ถ้าเราเป็นคันที่ 2 

เราไปชนคันที่ 1 จนทำให้คันที่ 3,4,5 ขับมาชน เราต้องชดใช้ รถคันที่ 1,3,4,5 ค่ะ และถ้าเราเป็นคันสุดท้ายจะต้องรับผิดชอบจริงไหม ? ไม่เสมอไปค่ะ ต้องสอบสวนและพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าคันที่ 4 ชนรถคันที่ 1,2,3 ที่ขับเรียงกันมา จนทำให้รถคันที่ 5 ขับมาชนซ้อน คันที่ 4 ต้องรับผิดชอบ คันที่ 5 ไม่ต้องรับผิดชอบค่ะ แต่!!! หากรถคันที่ 1,2,3,4 จอดหรือขับเรียงกันอย่างปกติ คันที่ 5 ขับมาชนจนทำให้เกิดการชนซ้อนเป็นทอดๆ แน่นอนค่ะ คันที่ 5 ต้องรับผิดชอบรถทุกคัน



สถิติการเกิดอุบัติเหตุทุกจังหวัด 
เผยสถิติการเกิดอุบัติเหตุ ตั้งแต่ปี 2560-2562 ดังนี้

  • ปี 2560 
    เสียชีวิต 15,453     บาดเจ็บ 1,005,410             รวม 1,020,863
  • ปี 2561
    เสียชีวิต  16,166   บาดเจ็บ 1,035,801              รวม 1,051,967
  • ปี 2562 
    เสียชีวิต 15,663    บาดเจ็บ 855,680                 รวม 871,343

จากภาพดังกล่าวจะเปรียบเทียบกับสถิติ 2 ปี จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตต่อประชากรเป็นจำนวนมาก แต่สามารถแก้ปัญหาได้  โดยการบังคับใช้กฎหมายจราจร  การจัดการระบบขนส่งเพื่อช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุอย่างเห็นได้ชัดเจนขึ้น


สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุทางถนน

  1. เมาแล้วขับ
  2. หลับใน
  3. ขับรถด้วยความเร็ว
  4. ไม่ชำนาญเส้นทาง
  5. ขับรถตัดหน้า
  6. ถนนลื่น
  7. โรคประจำตัวกำเริบ


วีธีการขับขี่อย่างปลอดภัย

  • ลักษณะของรถที่ใช้บนท้องถนน รถที่เราขับควรจะอยู่ในสภาพที่ดี แข็งแรง มีการตรวจเช็คสภาพรถ ลมยาง และน้ำมันอยู่เสมอ ต้องติดแผ่นป้ายทะเบียน เลี่ยงการขับขี่ด้วยรถที่สร้างฝุ่นละอองหรือควัน เพราะจะสร้างทัศนวิสัยที่ไม่ดีให้แก่ผู้ร่วมทางจนอาจเกิดอุบัติเหตุได้
  • สัญญาณและเครื่องหมายจราจร ไฟจราจร 3 สีต้องจำให้แม่น สีเขียวคือไปได้ สีเหลืองให้เตรียมหยุดไม่ใช่เตรียมเร่ง และสีแดงคือให้หยุดหลังเส้นให้หยุดรถ เพราะถ้าฝ่าไฟแดงก็เตรียมรับรูปเจ้าของและรถสวย ๆ ที่บ้านได้เลย หากเจอไฟสีแดงกระพริบที่ทางแยก ให้ชะลอรถหยุดแล้วมองทางให้มั่นใจว่า ปลอดภัยแล้วจึงค่อยขับต่อไป เสียงนกหวีดจากเจ้าหน้าที่ การเป่ายาวหนึ่งครั้งให้ผู้ขับหยุดรถทันที และการเป่านกหวีดสั้น ๆ สองครั้งคือให้ขับรถผ่านไปได้ สำหรับมือใหม่สิ่งที่ควรทำบ่อย ๆ คือ นำหนังสือกฎและเครื่องหมายจราจรมานั่งอ่านเพื่อทบทวนเพิ่มความมั่นใจ เพราะบางครั้งอาจจะไปเจอเครื่องหมายจราจรที่ไม่คุ้นชิน ทางที่ดีพกไว้บนรถเลยก็ได้
  • การใช้ไฟหรือเสียงสัญญาณ หากแสงสว่างไม่พอ มองเห็นได้ไม่ชัดเจนในระยะ 150 เมตร ก็ควรเปิดไฟหน้ารถ และเมื่อบีบแตรก็ควรมีเสียงดังไกลไม่น้อยกว่า 60 เมตร เพื่อส่งเสียงไปยังสิ่งกีดขวางข้างหน้าได้ทันท่วงที
  • การขับแซง ให้สัญญาณรถคันหน้าเสมอก่อนจะขับแซงขึ้นไปโดยการแซงขวาเท่านั้น รักษาระยะห่างพอสมควร เมื่อแซงผ่านแล้วก็ต้องเข้าเลนซ้าย ห้ามแซงคันที่กำลังเปิดไฟเลี้ยวขวา ห้ามแซงขณะรถขึ้นสะพานหรืออยู่ทางโค้ง มีทัศนวิสัยที่ไม่ดีก็ไม่ควรแซง
  • การขับรถออกจากที่จอด ถ้ามีรถขวางควรให้สัญญาณมือหรือไฟสัญญาณ เมื่อจะเลี้ยวรถต้องชะลอและเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวไม่ต่ำกว่า 30 เมตร ให้กลับรถในทางที่ปลอดภัย ไม่กลับรถบนสะพานหรืออย่างน้อย 100 เมตรจากทางราบเชิงสะพาน
  • การหยุดรถและจอดรถ ให้หยุดหรือจอดรถในทางที่ปลอดภัยไม่กีดขวางผู้อื่น จอดรถชิดซ้ายกับขอบทางในระยะห่างไม่เกิน 25 เซนติเมตร ห้ามจอดรถบนทางเท้า บนสะพาน ในอุโมงค์ ทางแยก หรือตรงที่มีป้ายห้ามจอด

จุดอับสายตาขณะขับรถ

  1. จุดอับมุมหน้ารถ เกิดจากมุมเสาเอ หน้ารถระหว่างกระจกหน้าและกระจกข้าง ส่งผลให้มองไม่เห็นรถที่ขับขนานด้านข้างรถ แก้ไขโดยการปรับเบาะนั่งให้เหมาะสมกับรูปร่างของผู้ขับขี่
  2. จุดอับกระจกมองข้าง เกิดจากปรับกระจกมองข้างในระดับที่ไม่เหมาะสม ทำให้มองไม่เห็นรถที่ขับมาด้านข้าง
  3. จุดอับกระจกมองหลัง ผู้ขับขี่มักละเลยการใช้กระจกมองหลังโดยมองเส้นทางผ่านกระจกมองข้างเพียงอย่างเดียว หรือวางสิ่งของบริเวณกระจกด้านหลัง
  4. จุดอับจากรถขนาดใหญ่ การขับรถตามหลังรถขนาดใหญ่ในระยะกระชั้นชิด ทำให้ผู้ขับขี่มองไม่เห็นเส้นทางด้านหน้าและด้านข้าง จึงไม่สามารถประเมินสภาพเส้นทางได้
  5. จุดอับจากสภาพถนน เกิดจากลักษณะทางกายภาพของเส้นทาง ทำให้มองเห็นเส้นทางไม่ชัดเจน อาทิ โค้งหักศอก ทางขึ้น - ลงเนิน ถนนมีสิ่งก่อสร้างบดบังเส้นทาง

ข้อแนะนำขับรถอย่างปลอดภัย

  1. วางแผนการขับขี่
  2. ตรวจสอบเส้นทาง
  3. พักผ่อนให้เพียงพอ
  4. เว้นระยะห่างรถให้เหมาะสม
  5. เปิดไฟเลี้ยวทุกครั้งที่แซง
  6. ใช้ความเร็วตามป้ายกำหนด
  7. ไม่ขับขี้ขณะมึนเมา
  8. คาดเข็มขัดนิรภัย
  9. เช็คสภาพรถ
  10. ไม่ใช้โทรศัพท์

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกที่ และคงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุแบบนี้ขึ้น ควรขับรถอย่างระมัดระวัง ไม่ประมาท และควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้พอดีเพื่อความปลอดภัยของคุณและผู้อื่นนะคะ  แต่จะดีกว่าไหม ถ้ามีที่ปรึกษาประกันภัยอย่าง Smile Insure เป็นที่ปรึกษาของคุณ หากสนใจประกันดี ๆ นึกถึง Smile Insure สิคะ เราพร้อมให้คำปรึกษา พร้อมโปรโมชั่นดี ๆ อีกเพียบ...

Powered by Froala Editor

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ